ฉันเอง View my profile

สวัสดีค่ะ น้องโมค่ะ 
หลังจากเห็นเอนทรี่ของคุณกบน้อย  (อักษรจุฬา)
เราก็เลยอยากลองเขียนเอนทรี่สอบเอนท์คณะวาดรูปดูค่ะ 
 
 
 
เราสอบติดคณะ ศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ เอกเรขศิลป์ จุฬาฯ ค่ะ 
 
 
เราโดยแท้ๆแล้วเป็นคนวาดรูปในระดับปานกลาง ค่อนไปทางไม่พัฒนา.___.
วาดอะไรเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่เลยค่ะ
 
เมื่อก่อนอยากเรียนเภสัช เพราะอะไรไม่รุ้เหมือนกัน เลยเลือกสายวิทย์-คณิต
แต่มารุ้ตัวอีกทีตอน ม.5 ที่โดดเรียนวิชาเคมีเกือบทั้งคอร์สไปนั่งเรียนวาดรูปแทน
 
วีรกรรมครั้งนั้นทำให้รุ้ว่าตัวเองอยากเรียนศิลปะมากกว่า
 
หลังจากนั้นเราเริ่มเรียนดรออิ้งค่ะ เราเรียนที่สถาบันแถวบ้าน เป็นแนวเรียนชิวๆ เรื่อยๆสบายๆ ไม่บี๊บเลยค่ะ
ซึ่งกว่าจะได้เริ่มเรียนติวนิเทศศิลป์จริงๆก็ปาเข้าไป ม.6 เสียแล้ว 
 
ตอนนั้นเครียดมากคิดว่าจะรอดไหมหนอ เพราะรุ็สึกว่าเริ่มช้า แถมที่เรียนก็สอนชิวเหลือเกิน
ก็เลยติวกับรุ่นพี่ที่โรงเรียนที่จบไปแล้วค่ะ
ตอนนั้นเครียดมาก พยายามทำให้ดีที่สุดจริงๆ พี่ติมาเราก็ฟัง แล้วพยายามแก้ไข 
มันอยู่ที่ความพยายามจริงๆนะ พยายาม ขยัน รับผิดชอบ ขวนขวาย
 
พอเปิดเทอมก็กลับไปติวต่อค่ะ เราเริ่มเรียนทำโปสเตอร์ ซึ่งพอส่งให้พี่ๆดูก็โดนเละ5555
 
แต่เราก็สู้ต่อนะ 
 
เคยท้อ ท้อบ่อยมาก ร้องไห้ก็บ่อย เครียด ระบายกับเพื่อน 
 
เพื่อนสำคัญมากๆ  มีเพื่อนที่ดีก็มีชัยแล้วล่ะค่ะ 
 
จนสนามแรก เราสมัครสอบ นิเทศศิลป์ บางมด โครงการเรียนดีค่ะ 
ซึ่งเ)้นสนามแรก ก็กลัวๆอยู่ แต่พอเข้าไปปรากฎว่าข้อสอบก็ง่ายดีนี่นา คุยกับอาจารย์ก็คงโอเค
ผลออกมาก็ิด สอบติดค่ะ 
 
เป็นสนามแรกที่ทำให้รุ้สึกดีใจ แต่ก็ตายใจไม่ได้ค่ะ 
 
หลังจากนั้นกลับมาติวต่อ (ที่เดิมนั่นแล)
 
หลังจากนั้นคือสอบจุฬา (รอบแรก) ค่ะ 
เราสมัครสอบจุฬาปุ๊บก็เริ่มอ่านหนังสือทันที 
เราเริ่มอ่านตั้งแต่เพิ่งขึ้น ม.6 (หลังสมัครนั่นแล) อ่านมาเรื่อยๆ ปวศ ศิลปะ ทฤษฎีศิลปะ 
เราอ่านเองทั้งหมดโดยการอุปการะหนังสือจากรุ่นพี่ค่ะ 
และสังคมเป็นอะไรที่ภูมิใจมากๆ เราอ่านสังคมอยู่เกือบอาทิตย์ เพื่อเข้าไปทำข้อสอบที่ทำมไ่ค่อยได้
แต่คลับคล้ายคลับคลา คะแนนออกมาดีเกินคาดค่ะ 
 
พอประกาศคะแนนรอบแรก ก็สมัครสอบรอบสอง ซึ่งอยู่เดือนตุลา แต่ก่อนหน้านั้น ต้องเจอกับ มศว ก่อนค่ะ
 
หลังจากนั้นกลับมาติวต่อที่เดิม 
คราวนี้ก็พยายามทำงานให้ดีขึ้น กว่าเดิม ซึ่งคิดว่าคงไม่ดีมากมายเท่าไหร่
แต่ครูก็ยังให้กำลังใจเรื่อยๆ เพื่อนก็ยังให้กำลังใจเรื่อยๆ 
 
คราวนี้ถึงตา มศว แล้วค่ะ 
 
พอไปสอบมศวแล้ว สอบที่อิมแพค เป็นประสบการณ์ชีวิตที่เจ๋งมากค่ะ 
มศว สอบติดกับปลายภาคของโรงเรียนเรา ก็มันส์เลยจ้า สอบ มศว เสร็จตอนเย็นอ่านหนังสือสอบต่อ
เป็นอะไรที่เร้าใจดีมากๆ 
 
สอบ มศว ตอนแรกก็คิดว่า เอ้อ อาจจะติดก็ได้นะ ค่อนข้างมั่นใจนิดๆ แต่สัมจะผ่านไหมไม่รุ้
ประกาศออกมา ติดรอบแรก ได้สัมภาษณ์ค่ะ ดีใจกันใหญ่เลย แล้วก็ไปสัมภาษณ์ 
เป็นคำตอบแนวเชิงการออกแบบ ให้เหตุผล ซึ่งก็ตอบได้นะคะ อาจารย์ก็น่ารักดี
ผลออกมาก็สอบติดค่ะ เรากับกลุ่มเพื่อนผ่านทุกคนเลย ตอนนั้นทุกคนดีใจมาก แต่ก็ยังรู้สึกไม่ชัวร์กับชีวิต 
 
หลังสอบปฎิบัติ มศว เราก็กลับมาติวอย่างบ้าคลั่งกับการสอบจุฬาค่ะ 
คราวนี้เราเปลี่ยนที่ติวแล้วค่ะ เพราะคิดว่าติวที่เดิมคงไม่น่าจะทำให้เราสอบติดจุฬาได้ 
 
เราไปติวเรขศิลป์คอร์สเอนท์ 14 วันก่อนสอบที่มานะสตูดิโอค่ะ (อันนี้ไม่ได้โฆษณาให้แต่อย่างใดนะแต่เรามั่นใจว่า
ถ้าเราไม่ไปเรียน ไม่ได้ไปติว เราก็คงไม่ติดจริงๆ) 
 
เป็น 14 วันที่แสนเครียด แต่ก็รู้สึกว่าผ่านมันไปได้ 
เราทำงานได้ไม่ค่อยดีเลย ในวิชาออกแบบได้คะแนนน้อยตลอด แต่พี่เขาก็ติ คอมเมนท์ให้ตอนส่งงานรวม 
มันทำให้เราเอามาพัฒนาตัวเองได้จริงๆนะ 
 
วิชาดรออิ้งโชคดีหน่อยที่เราพอวาดได้ แต่ไปแรกๆ โอ้โห หายนะมากเลย
เราไม่เคยวาดเส้นสร้างสรรค์ เราตีโจทย์ไม่เป็น แต่พอได้ทำไปวันสองวันก็เริ่มเข้าที่
คะแนนก็เริ่มงอกเงย 
 
พอถึงวันติวหนัก มีให้คะแนนแล้วให้ดาว 
เราไม่เคยได้ดาวเลยค่ะ มีเพื่อนเราท๊อปฟอร์มตลอด แต่เรไม่ท้อนะ 
 
เพื่อนสำคัญจริงๆ เพื่อนที่เพิ่งมาเจอตอนติว เราคิดว่าเป็นโชคดีของเราที่เพื่อนๆดีมาก
เพื่อนน่ารักมาก  เพื่อนไม่หยิ่งเลย ชวนไปกินข้าวด้วย คุยด้วย เรียนไปสามสี่วันก็มีเพื่อนแล้ว
เราคิดว่าเป็นความโชคดีของเราจริงๆที่เจอเพื่อนดี.. ดีมากๆ 
 
มีคนบอกว่า "ถ้าเรามองเพื่อนว่าเป็นคู่แข่ง แล้วเราจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง" 
 
จริงที่สุดเลย เพื่อนช่วยกันมากๆ แนะนำกัน ไม่แข่งกัน ขำ หัวเราะ เพื่อนดีมากๆเลยค่ะ 
เป็นกำลังใจ แล้วก็ทำให้เราไม่เครียดเกินไปในการสอบด้วย 
 
ผ่านการติวที่มีการบ้านทุกวันทำจนดึกดื่นไป 
 
ก็ถึงวันสอบปฏิบัติจุฬาค่ะ  เป้นวันเดียวกับสอบวิชาการศิลปากรด้วยนะ 
(เราก็เลือกจุฬา555555)
 
พวกเรานัดเจอกันใต้ตึกสอบ พอเจอกันแล้วก็พากันไปไหว้เสด็จพ่อ ร.5 
 
กลับมาพร้อมพลังใจเกินร้อย
ในขณะที่กลุ่มอื่นเคร่งเครียด กลุ่มเราหัวเราะแหกปาก ขำกันก่อนสอบ มีการจะเฮฮุยเลฮุยกันก่อนเข้าห้องสอบ
บ้ามาก แต่ฮึกเหิมนะ 
 
เข้าห้องสอบไปได้นั่งใกล้กับเพื่อน เราดีใจมากเลยค่ะ 
 
พอเริ่มสอบ ครั้งนี้กดดันที่สุดที่สอบมาก 3 ชั่วโมง ดรออิ้ง A2 โปสเตอร์ A4 พิกโตแกรม 4 อัน
 
ไม่มีไม้บรรทัด 
 
แต่โจทย์พี่แกมาเป็นขนาดพอดีเป๊ะ 555555555 สะเทือนใจมาก
แต่ซุยจนทำได้ค่ะ 
 
ออกมาเจอคนร้องไห้ เจอคนนั่งเครียด หน้าตาเครียดมาก
กลุ่มเราหัวเราะบ้าคลั่ง เหมือนที่เพิ่งสอบไปเป็นอะไรที่ ฟหกดหกดฟหด 
 
หลังจากนี้ก็คือรอประกาศผลแล้วค่ะ..
 
วันที่ประกาศคะแนน เราเครียดมาก เศร้ามาก คิดแล้วล่ะค่ะว่าคงไม่ติด
แต่พอประกาศคนติดเท่านั้นแหละ ร้องไห้ไม่หยุดเลยค่ะ 
ดีใจมากๆ ร้องไห้ทั้งวัน กลับมาบ้านโทรหาพี่ติว ร้องไห้ต่อ 
 
ดีใจมากๆ พี่ที่ติวให้เรา และเราชอบเขา เคารพเขามากๆเคยบอกว่า สอบติดมาเป็นของขวัญให้เราละกัน 
วันนั้นโทรไปบอกว่า ทำให้ได้แล้วนะ คือน้ำตาไหลพรากๆเลยค่ะ5555
 
บอกพ่อแม่ เขาก็ไม่เชื่อ ถามว่าดูชื่อดีแล้วหรือเปล่า
ทุกคนในครอบครัวดีใจมาก แต่ดีใจที่สุดก็คงเป็นเรานี่แหละ...
 
จากที่เล่ามาคือประสบการณ์ หฤโหดในปี ม.6 ซึ่งสำหรับโรงเรียนเรา
 
งานเยอะมาก ตั้งแต่ไหว้ครู วันแม่ ค่ายสัมพันธ์ของม.ปลาย วันพ่อ คริสต์มาส ม.6 จัดทั้งหมด
เป็นอะไรที่หนัก แต่ก็คุ้มค่ากับชีวิต ม.6 นะ 
 
ความรู้สึกตอนติวเป็นยังไง? 
 
เครียดมาก แต่ก็สนุกกับมันเหมือนกัน พอเราพยายามกับมันจนสุดตัว
ทำดีที่สุดที่ทำได้ ในระดับที่ เราจะไม่เสียดายทีหลังว่าทำไมไม่พยายามมากกว่านี้
ทุกๆครั้งที่สอบ ไม่ว่าจะกี่สนาม ทำเต้มที่แล้วไม่เสียใจภายหลัง 
มีความหวังกับตัวเองเสมอ แต่ไม่ใช่ว่ามั่นใจเกินร้อย
 
" ทำใจ จะได้เจ็บน้อยลง "
 
"เผื่อใจ อย่าให้ถลำลึก "
 
" หาทางออกเผื่อไว้เสมอในเคสที่ร้ายแรงที่สุด " 
 
ตัดสินใจให้ดีว่าจะจัดการตัวเองยังไง ว่าจะติวที่ไหน ว่าจะคนเพื่อนอย่างไร :)
สุดท้ายนี้เราขอขอบคุณ โรงเรียนสอนศิลปะแห่งหนึ่งในห้างซีค่อนสแควร์
และขอบคุณมากๆสำหรับพี่ๆ มานะสตูดิโอ 
ถ้าไม่ได้เรียนกับพี่ หนูก็สงสอบไม่ติด ขอบคุณมากๆ รักพี่ๆมากๆเลย ไม่คิดว่าเวลาสั้นๆจะทำให้มีความสุขขนาดนั้น
 
เป็นสองอาทิตย์ที่มีความสุขกับการติวที่สุด แม้ว่ามันจะเครียดที่สุดก็ตามนะคะ 
 
 
 
ต่อจากนี้เป็นความรู้สึกของเพื่อนคนอื่นที่ผ่านการติวเข้าคณะออกแบบ วาดรูปเหมือนกันค่ะ
 
 
" เหี้ยชิบหาย ไอ้สัด
นี่กูไปเข้าค่ายทหารมาเหรอ " - พี่เพ 
 
 
"  คือมันเป็นช่วงเวลาที่โคตรจะลืมไม่ได้ ประสบการณ์ชีวิตสุดๆ
แบบนอนตีหนึ่งถึงตีสามตื่นหกโมงครึ่ง เพื่อไปเรียนที่สยามเก้าโมง
จำได้ว่าวันแรกที่เริ่มนับถอยหลังสองสัปดาห์สุดท้ายกลับบ้านไปคือน๊อค
เพราะเรียนตั้งแต่เก้าโมงครึ่งถึงสามสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านห้าทุ่มกว่าแล้วทำงานต่อถึงตีสาม
เช้าวันต่อมาเดี้ยงเลย 
 
ไม่ได้ไปเรียนสองวันเพราะเป็นหนักมาก รู้สึกเสียดายเวลานะแต่สุขภาพเราก็สำคัญ
ขืนเรียนฝืนตัวเองเกิดไปเดี้ยงวันสอบขึ้นมานี่โคตรซวย
เราเรียนนิเทศศิลป์สลับกับเรขศิลป์เพราะพี่ที่สอนเรขศิลป์มาแค่สัปดาห์ละสามวัน
วันไหนไม่มาถ้าพี่เขาให้โจทย์เราก็ทำโจทย์ที่เขาให้
แต่ถ้าวันไหนไม่ได้ให้เราก็ไปเรียนนิเทศศิลป์
ตอนติวเรขศิลป์ของเราไม่มีฉีกงาน โชคดีกว่าของนิเทศหน่อย😂
 
ตอนติวแล้วคิดงานไม่ออกเราเคยร้องไห้ด้วย
โชคดีที่ตอนนั้นดึกคนเรียนน้อยละ แต่พี่ติวนิเทศศิลป์ของเราเดินลงมาดูเราพอดี 
พี่ติวถามเราว่า ร้องไห้เหรอ  โคตรอายยยยยย บ้าบอที่สุด
แล้ววันต่อมาพี่ติวเรขศิลป์เราก็มาแล้วถามว่า แกร้องไห้เหรอ ร้องทำไม 55555555555
 
เราว่า2สัปดาห์มันโคตรเร็วเลยนะ แปบๆจะสอบแล้ว  (มีต่อ)" - คุ๊กกี้ 
 
 
ขอพักยกก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะเข้าสู่ TLDR ได้นะคะ 
เอนทรี่หน้ามาคุยกันต่อค่ะ :)
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ตอนฉันสอบนะ ติวชิวมากกกกก ไม่ทำอะไรเล้ย
ไม่ติดสามที่ มาติดเอาตอนลาดกระบัง
เพราะฉันบิ๊บตัวเอง.........(แต่ตอนไม่ติดสามที่เฟลมาก ร้องไห้) ตอนฉันใกล้สอบลาดฯ อ่านแม่มทุกอย่าง ฝึกแม่มทุกอย่าง ฟกาหดบาบฟฟ
รอเนอทรี่ต่อไปด้วยใจจดจ่อยิ่งจ่ะ
ช่วงนี้ก็กำลังรอผลแอดมิดชั่นอยู่
พอมาอ่านแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
ความพยายามของมนุษย์นี่มันสุดยอดจริงๆเนอะ
Hot! Hot! Hot!

#4 By Devilcat on 2013-04-28 19:47

Hot! Hot! Hot!  ความพยายามของพี่มันสุดยอดมากค่ะ  ให้เลยสามดาว!

#3 By INARD on 2013-04-28 19:36

สวยค่ะน้องโม

#2 By พี่เพ (103.7.57.18|171.99.200.202) on 2013-04-28 18:38

Hot! Hot! Hot!
อ่านเพลินสนุกมากก
เหมือนเห็นชะตากรรมตัวเองในอนาคตเบาๆ55

#1 By bonasu on 2013-04-28 18:03